ดาวรุ่ง  ศึกฟุตบอล ยูโร 2020 เวทีแจ้งเกิด

ดาวรุ่ง ศึกฟุตบอล ยูโร 2020 เวทีแจ้งเกิด

ศึกฟุตบอล ยูโร การแข่งขันฟุตบอลระดับโลกที่ทุกคนรอคอย ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 หรืออาจเรียกในชื่อของ ยูโร 2021 ภายหลังเลื่อนการแข่งขันออกมาอีกปีเพื่อหลีกหนีสถานการณ์โควิด

 ความพิเศษของการแข่งขันชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งที่ 16 เป็นการฉลองครบรอบ 61 ปีของศึกยูโรที่จะ ไม่มีประเทศเจ้าภาพเดี่ยว แต่ทางยูฟ่ากำหนดให้ชาติสมาชิกมาทำหน้าที่เจ้าภาพร่วมกัน สนามการแข่งขันจึงกระจัดกระจายทั่วยุโรป สำหรับรองรองชนะเลิศและชิงชนะเลิศ กำหนดไว้ที่มหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ

 นับตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน นี้ ศึกฟุตบอลยุโรปจะดวลแข้งกันยาวนาน 1 เดือนเต็ม เพื่อหาแชมป์ ดาวดังของแต่ละทีมยังลงทำศึกพร้อมหน้าไม่ว่าจะเป็น “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” ทีมแชมป์เก่า “โปรตุเกส”, โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ทีมชาติโปแลนด์ ตำนานดาวยิงจาก “บาร์เยิร์น” รวมไปถึง “ลูก้า โมดริช” ดาวเตะชุดขาว “รีล มาดริด” ผู้นำพา “โครเอเชีย” เข้าชิงแชมป์โลกครั้งล่าสุด

 ในขณะเดียวกันแน่นอนว่า สังเวียนการแข่งขันชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งนี้จะต้องมีดาวรุ่งแจ้งเกิดกลายเป็นนักเตะราคาแพงอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นใครบ้างลองมาสำรวจตรวจสอบกัน

ชูเอา เฟลิกซ์ เซกูเอร่า ทีมชาติโปรตุเกส

  ประเดิมกันที่ทีม “แชมป์เก่า” โปรตุเกส ไม่มีเพียงแต่อาวุธหนักอย่าง “คริสเตียโน่ โรนัลโด” ดาวยิงประจำทีม รวมถึงตัวขับเคลื่อนอย่าง “บรูโน่ เฟอร์นันเดซ” 

  แต่ทีมฝอยทองยังมี “ชูเอา เฟลิกซ์” ตัวรุกจาก “ตราหมี”แอตแลนติโก มาดริด ทีมแชมป์ลาลีก้าจากสเปน

 ดาวเด่นคนล่าสุดที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ของฝั่งโปรตุเกส โด่งดังตั้งแต่วัยทีน กลายเป็นลูกรักคนใหม่ของ “เฟอร์นันโด ซานโตส” กุนซือที่สร้างตำนานพาทีมเป็นยุโรปครั้งแรกเมื่อ 4 ปีก่อน

  “ชูเอา เฟลิกซ์” ในวัย 21 ประสบความสำเร็จอย่างมากในฤดูกาลล่าสุดกับ “แอตเลติโก้ มาดริด” หลังย้ายเข้ามาด้วยค่าตัวสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรด้วยค่าตัว 112 ล้านปอนด์หรือ 126 ล้านยูโร โดยเข้ามารับเสื้อหมายเลข 7 ของ อองตวน กรีซมันน์ ที่ย้ายออกไปบาร์เซโลน่า 

 จากนักเตะรูปร่างผอมบางจนถูก “เอฟซี ปอร์โต้” มองข้ามทั้งที่อยู่สร้างผลงานนานถึง 7 ปี ตั้งแต่วัย 8 ขวบ จนต้องระเห็จไปอยู่ “เบนฟิก้า” ในวัย 15 ปี ก่อนได้รับโอกาสลงเล่นให้กับทีมชุด บี ในวัยเพียงแค่ 16 ปีเพียงเท่านั้น

 พรสวรรค์เริ่มฉายแวว “ชูเอา เฟลิกซ์” เก็บประสบการณ์ในชุด บี 2 ปี ก่อนก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ในซีซั่น 2018-2019 ด้วยวัยเพียง 18 และสามารถทำประตูแรกของตัวเองได้ในเกมเบนฟิก้า เสมอ สปอตร์ติ้ง ลิสบอน 1-1

 “บรูโน่ ลาเก้” กุนซือของ “เบนฟิก้า” เห็นในศักยภาพของนักเตะวัย 18 ดันให้เป็นแกนหลักของทีม “ชูเอา เฟลิกซ์” ตอบแทนความเชื่อใจโดยการระเบิดฟอร์มทำไป 15 ประตู และ 9 แอสซิสต์จาก 26 เกมในลีก ส่งผลให้ “เบนฟิก้า” คว้าแชมป์ลีกโปรตุเกสได้สำเร็จตั้งแต่ปีแรกที่ติดชุดใหญ่

 และในปีนั้น “ชูเอา เฟลิกซ์” ถูกเรียกมาติดทีมชาติโปรตุเกสครั้งแรก ในเกมการแข่งขันนัดกระชับมิตรของนักเตะรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ในการพบกับ “นอร์เวย์” ก่อนยิงไป 2 ประตู ช่วยให้ทีมชาติโปรตุเกส เอาชนะไปได้ 3-0

  นอกจากนี้ เฟลิกซ์ ยังสร้างสถิติใหม่เป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถยิงแฮตทริกได้ในฟุตบอลยูโรป้า ลีกด้วยวัย 19 ปี 152 วันในเกมที่เบนฟิก้าเอาชนะแฟร้งค์เฟิร์ต ของเยอรมันขาดลอย 4-2 กลายเป็นดาวรุ่งอนาคตไกลที่มีหลายสโมสรในยุโรปจับตา

 สุดท้ายก็เป็น แอตเลติโก้ มาดริด ยอมทุ่มเงินเป็นสถิติสโมสรถึง 126 ล้านยูโร เพื่อมาแทน “อองตวน กรีซมันน์” ดาวเตะฝรั่งเศสที่ย้ายไป “บาร์เซโลน่า”

 และในปีที่ผ่านมา  “ชูเอา เฟลิกซ์”  ถูก “เฟร์นานโด ซานโตส” ผู้จัดการทีมชาติโปรติเกส เรียกมาติดทีมชาติชุดใหญ่ และในเวทีศึกยูโรหนนี้จะเป็นเวทีสำคัญที่หลายคนมองว่า

 “ชูเอา เฟลิกซ์” คือนักเตะโปรตุเกสที่จะมาสืบทอดความยิ่งใหญ่แทน “คริสเตียโน่ โรนัลโด”

อันซู ฟาติ ทีมชาติสเปน

 ในยุคของทีม“กระทิงดุ” สเปน ที่อยู่ในช่วงถ่ายเลือดใหม่ อดีตแชมป์ยูโร 3 สมัย ในนาทีนี้แทบไม่มีดาวเตะให้คาดหวัง

 แต่ยังมีดาวรุ่งที่ต้องจับตานั่นคือ “อันซู ฟาติ” ในวัย 18 ปี เด็กสร้างของ “บาร์เซโลน่า” สโมสรยักษ์ใหญ่ของสเปน ที่หวังให้มาแทน “ลีโนแอล แมสซี่”

 “หลุยส์ เอ็นริเก้” กุนซือทีมชาติสเปน รู้จักหนูน้อยคนนี้ดีเพราะเคยคุมทัพ “บาร์เซโลน่า” มาก่อน

 “อันซู ฟาติ” นักเตะเชื้อสายกินี มีความเร็วและคล่อง เป็นตัวรุกทางด้านซ้ายของ “บาร์ซ่า” ฉายแววในระดับเยาวชนขณะอยู่กับ “เซบีญ่า” กระทั่งในปี 2012 อายุเพียง 10 ขวบ แมวมอง “บาร์เซโลน่า” ดึงมาเข้าสังกัด เล่นในระดับเยาวชนของสโมสรนานหลายปี กระทั่งปี 2019 ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ทำผลงานร่วมกับนักเตะในดวงใจ “ลีโนแอล แมสซี่”

 “อันซู ฟาติ” เติมความเชื่อมั่นโดยเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูให้สโมสรในลาลีกาในรอบ 78 ปีให้กับ “บาร์ซ่า” ขณะอายุ 16 ปี 304 วัน ก่อนไปสร้างตำนานเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูให้สโมสรในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ด้วยสถิติ 17 ปี 40 วัน 

 พร้อมกับถูกเรียกขึ้นทีมชาติชุดใหญ่ในวัย 18 ปี กลายเป็นนักเตะที่ทำลายสถิติ ผู้ทำประตูอายุน้อยที่สุดในรอบ 95 ปีของสเปน ในเกมชนะ ยูเครน 4-0 ในศึกยูฟ่าเนชั่นส์ลีก เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

 กลายเป็นจอมยิงและนักทำลายสถิติที่ต้องจับจ้องเป็นพิเศษในศึกยูโรหนนี้

จันลุยจี ดอนนารุมมา ทีมชาติอิตาลี

 นักเตะที่น่าจับตาของ “อัสซูรี่” อิตาลี ที่ผ่านมามักจะอยู่ที่จอมทัพแดนกลาง อดีตที่สร้างชื่ออย่าง โรแบร์โต้ บักโจ้” หรือ “ฟานเซสโก้ ต็อตติ” หรือจะเป็นแนวรับอันขึ้นชื่ออย่าง “ฟรังโก้ บาเรซี่” และ “เปาโล มัลดินี่”

 แต่ดาวรุ่งน่าจับตาของทีมชาติ อิตาลี ชุดนี้กลับกลายเป็นผู้รักษาประตูนาม “จันลุยจี ดอนนารุมมา”

 อดีตแชมป์ยุโรปในปี 1968 ของกุนซือ “โรแบร์โต มันชินี” ใช้บริการของ “จันลุยจี บุฟฟอน” นายทวารคู่บุญจาก “ยูเวนตุส” มายาวนาน แต่ในศึกยูโรหนนี้ต้องใช้บริการ “จันลุยจี ดอนนารุมมา” นายทวารจากมิลาน

 ดอนนารุมมา ขึ้นแท่นเป็นผู้รักษาประตูให้ “มิลาน” มาตั้งแต่วัยทีน ปัจจุบันอายุ 21 ปี แม้อายุในตำแหน่งนี้ถือว่าน้อย แต่ศักยภาพของ “จันลุยจี ดอนนารุมมา” หลายคนเชื่อว่าจะมาแทน “จันลุยจี บุฟฟอน” ได้อย่างเนียนตา

 และจะกลายเป็นประตูมือทองที่หลายทีมอย่างร่วมงานด้วย

ยูริ ติเลอม็องส์ ทีมชาติเบลเยียม


ในวัย 23 ปี “ยูริ ติเลอม็องส์” กลายเป็นกำลังหลักให้กับ “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ทำผลงานสุดยอดเยี่ยมในลีกและทำประตูชัยพาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอคัพ เป็นครั้งแรกของสโมสร

 ในทีมชาติ “เบลเยี่ยม” สถานการณ์ของจอมทัพอย่าง “เควิน เดอบรอยน์” ที่ยังไม่สมบูรณ์หลังบาดเจ็บในเกมนัดชิงยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกกับ “เซลชี” ทำให้ภาระของ “ยูริ ติเลอม็องส์” อาจมากขึ้น

 ด้วยทักษะการยิงประตูที่รุนแรงจากระยะไกล รวมถึงการจ่ายบอลที่สุดยอด ทำให้กลายเป็นกำลังหลักให้ “โรเบร์โต มาร์ติเนซ” กุนซือเบลเยี่ยม ต้องจัดลงเป็น 11 คนแรก

  “ยูริ ติเลอม็องส์” เริ่มเล่นฟุตบอลให้กับเยาวชนของ อันเดอร์เลชท์ ตั้งแต่ปี 2002 ก่อนที่จะได้ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2013 ด้วยวัยเพียง 16 ปี จากนั้นก็เป็นกำลังสำคัญให้กับทีมนาน 4 ปี ลงสนามทั้งหมด 139 นัด ยิง 26 ประตู ก่อนจะย้ายไปร่วมสโมสร โมนาโก ในลีกเอิง ปี 2017 นาน 2 ปี ก่อนย้ายมาใส่เสื้อสีน้ำเงินกับ “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2019

 ในนามทีมชาติ “ยูริ ติเลอม็องส์” ติดมาทุกชุด ตั้งแต่ชุดอายุต่ำกว่า 15 ปี จนมาถึงชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี ลงสนาม 14 นัด ยิง 6 ประตู ก่อนจะก้าวข้าวสุ่ทีมชาติเบลเยี่ยมชุดใหญ่ในปี 2016 ด้วยวัย 19 ปี

 ถือเป็นโอกาสสำคัญของ “ยูริ ติเลอม็องส์” ในการลงทำศึกยูโรครั้งนี้ เนื่องเพราะองค์ประกอบในทีมลงตัวแทบทุกจุด จนทำให้ “เบลเยี่ยม” เป็นทีมเต็งแชมป์ในปีนี้

  และแน่นอนว่า นอกเหนือจากถ้วยแชมป์กับสโมสร “ยูริ ติเลอม็องส์” อาจประสบความสำเร็จกับทีมชาติก็เป็นได้

อีธาน อัมพาดู ทีมชาติเวลส์    

 เวลส์ ในยุคหลังไม่ใช่ทีมนอกสายตาอีกต่อไป ผลงานล่าสุดคือการเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอลยูโรครั้งล่าสุด ก่อนพ่ายให้กับทีมแชมป์ “โปรตุเกส” ในรอบตัดเชือก 0-2

 อดีตนักเตะสร้างชื่อขุดมาตั้งแต่ยุคดาวยิงอย่าง เอียน รัช ของ ลิเวอร์พูล หรือ มาร์ค ฮิวส์ ของแมนฯ ยูไนเต็ด เรื่อยมาจนถึง “ไรอัน กิ๊กส์” ที่กลายมาเป็นกุนซือชุดปัจจุบัน และ “แกเร็ธ เบล” อาวุธหนักที่มีใช้งานอยู่เวลานี้

 สำหรับดาวรุ่งที่ต้องจับตามองคือ “อีธาน อัมพาดู” แม้จะอายุเพียง 20 ปี แต่ความสามารถของนักเตะเซลชี อย่าง อัมพาดู เหนืออายุ ประสบการณ์ในศึกบุนเดสลีก้า เยอรมัน กับ ” แอร์เบ ไลท์ซิก” ในการยืมตัวถือว่าไม่ธรรมดา ก่อนถูกดึงกลับมาอยู่รัง “สิงโตน้ำเงินคราม” เซลชี ในตำแหน่งตัวรับ

 นักเตะดาวรุ่งของเซลชี ได้รับฉายา “นิว ริโอ” ถือเป็นหัวใจในแนวรับของ “เวลส์” 

 เมื่อมีแนวรุกที่หวือหวา บวกกับแนวรับที่แข็งแกร่งจาก “อีธาน อัมพาดู” จะช่วยให้ทีมทำผลงานได้ดีกว่ายูโรครั้งก่อนก็มีโอกาสเป็นไปได้

ฟิล โฟเด้น ทีมชาติอังกฤษ

ปิดท้ายด้วยดาวรุ่งทีม “สิงโตคำราม” อังกฤษ อีกทีมเต็งแชมป์ เพราะทีมของ “เกเรธ เซาต์เกธ” ถือว่าลงตัวมาก แกร่งทุกขุมกำลัง ที่สำคัญยังมีดาวรุ่งพลังหนุ่มให้เลือกใช้งานหลายคน

 ไม่ว่าจะเป็น “จาดอน ซานโช” จาก “เสือเหลือง”โบรุสเซีย ดอร์ทมุน และ “ฟิล  โฟเด้น” ของเซลชี

 โดยเฉพาะ “ฟิล โฟเด้น” เด็กปั้นของ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมมหาเศรษฐี แชมป์พรีเมียร์ลีกที่เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่ตั้งแต่ปี 2017 ขณะวัย 17 ปี

 ในปีนั้น “ฟิล โฟเด้น” ประเดิมสนามกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เจอกับ เฟเยนูร์ด ในวันที่ 21 พฤศจิกายน โดยถูกส่งลงมาเป็นสำรองแทนที่ ยาย่า ตูเร่ ในนาทีที่ 75 พร้อมกับสร้างสถิติเป็นผู้เล่นชาวอังกฤษที่อายุน้อยที่สุดอันดับที่ 4 ที่ได้ลงเล่นในรายการนี้ที่ตัวเลข 17 ปีกับอีก 177 วัน

 แม้จะถนัดกับการยืนเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ แต่ได้พัฒนาฝีเท้าจนสามารถขยับไปยืนเล่นได้หลายจุด ไม่ว่าจะเป็น ฟูลแบ็ก, มิดฟิลด์ตัวรับ ไปจนถึงปีกริมเส้น จึงได้รับโอกาสจากเจ้านายใหญ่ “เป๊ป” โจเซฟ กวาร์ดิโอล่า ให้ลงสนามเป็นตัวจริงบ่อยขึ้นไปด้วย  ก่อนกลายเป็นตัวหลักขาลุยที่ทีมขาดไม่ได้

 ในระดับทีมชาติ “ฟิล โฟเด้น” คือหนึ่งในกำลังสำคัญที่พาทัพ “สิงโตคำราม” คว้าแชมป์โลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปีมาครองได้ ตอนปี 2017 พร้อมรับรางวัล “ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ โกลเด้น บอล ยู-17” และในปีเดียวกันนั้นยังได้รับเลือกให้เป็น นักกีฬาดาวรุ่งดีเด่นแห่งปี จากสื่อดังอย่าง “บีบีซี”

 มาถึงทีมชาติชุดใหญ่ในศึกยูโร “ฟิล โฟเด้น” มีโอกาสไม่น้อยที่จะได้ลงเป็นตัวจริง แม้ในวัยเพียง 20 เศษ แต่ควาามสามารถและศักยภาพของนักเตะรายนี้เรียกได้ว่าเกินวัย

 ใครจะรู้โอกาสแชมป์ยุโรปสมัยแรกของ “อังกฤษ” จะทำสำเร็จในยุคของ “ฟิล โฟเด้น”