วันที่แสนมืดหม่น

วันที่แสนมืดหม่น

หน้าประวัติศาสตร์อันแสนเกรียงไกร : วันที่แสนมืดหม่น

ก่อนที่จะถึงทัวร์ 2015 ที่นำเสนอโดยเอออน เราจะมาย้อนอดีตถึงเรื่องราวสุดสำคัญ และลืมไม่ลงจากประวัติศาสตร์ของทีมปีศาจแดง เราเชื่อว่าเรื่องราวจากหน้าประวัติศาสตร์อันแสนเกรียงไกรนี้เป็นเรื่องที่สุดยอดไม่แพ้ใคร ในตอนที่ 5 ของซีรี่ส์นี้ เราจะมองย้อนไปถึงวันที่น่าโศกเศร้าที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร…

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1958 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องลงไปคุกเข่าด้วยความช็อคจากโศกนาฏกรรม หลังจากเอาชนะเร้ด สตาร์ เบลเกรดผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศยูโรเปี้ยน คัพได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน เครื่องบินก็เตรียมที่จะนำขุนพลของ แมตต์ บัสบี้ กลับบ้าน โดยลงจอดเพื่อแวะเติมน้ำมันที่มิวนิค หลังจากที่ความพยายามแล่นบนรันเวย์ล้มเหลวถึง 2 ครั้ง มาครั้งที่ 3 ก็กลายเป็นหายนะ

ผู้รักษาประตู แฮร์รี่ เกร็กก์ ย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น ตอนที่เครื่องบินบริติช ยูโรเปี้ยน แอร์เวย์สกำลังที่จะแล่นออกจากรันเวย์ “ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ล้อเครื่องบินเริ่มที่จะลอยขึ้นจากพื้นแล้ว” อดีตนักเตะชาวไอร์แลนด์เหนือกล่าว “จากนั้นก็ตูม! มันเป็นการชนแบบกะทันหัน เศษซากกระจายไปทั่วทั้งตัวผม ในช่วงแรกมันก็ยังพอมีแสงสว่างบ้าง แต่หลังจากนั้นมันก็มืดไปหมด ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีเสียงอะไรเลย มันมีแต่เสียงเหล็กกระทบกันเท่านั้นเอง กระโหลกผมถูกกระแทกเหมือนกับเปลือกไข่ต้ม แล้วผมก็ถูกกระแทกอีกครั้งที่ด้านหน้า เลือดกบปากผมไปหมด ผมไม่กล้าที่จะเอามือไปแตะที่หัวผมเลย มันน่าหวาดผวามากเมื่อความเงียบงันมาปกคลุมความโกลาหลในตอนนั้น รอบๆ ตัวผมมีแต่ความมืด แล้วมันก็เป็นช่วงที่อากาศหนาวเหน็บมากด้วย”

เครื่องบินไม่สามารถเทคออฟได้ทันเวลา ทำให้ไปชนเข้ากับรั้ว ก่อนจะไถลไปชนสิ่งก่อสร้างบริเวณสุดรันเวย์ ขณะที่เกร็กก์กับกองหลัง บิลล์ โฟล์คส ยังมีแรงเพียงพอที่จะช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายคนอื่นๆ จากซากเครื่องบิน คนที่เหลือก็ต้องพึ่งดวงของตัวเอง จากผู้โดยสารทั้งหมด 44 คน มีคนเสียชีวิตในทันทีไปถึง 21 คน โดยเป็นนักเตะของทีม 7 คน และทีมสต๊าฟฟ์อีก 3 คน

เจฟฟ์ เบนท์ (25), โรเจอร์ เบิร์น (28), เอ็ดดี้ โคลแมน (21), มาร์ค โจนส์ (24), เดวิด เพ็กก์ (22), ทอมมี่ เทย์เลอร์ (26) และ เลียม วีแลน (22) คือผู้ที่เสียชีวิต เช่นเดียวกับเลขานุการสโมสร วอลเตอร์ คริคเมอร์, เทรนเนอร์ ทอม เคอร์รี่ และโค้ช เบิร์ต วอลลี่ย์ นอกจากนี้ก็มีผู้สื่อข่าวเสียชีวิตด้วย 8 คน คือ อัลฟ์ คลาร์ก, ทอม แจ็คสัน, ดอน เดวี่ส์, จอร์จ เฟลโลว์ส, อาร์คี่ เลดบรู้ค, เอริค ธอมป์สัน, เฮนรี่ โรส และอดีตผู้รักษาประตูแมนเชสเตอร์ ซิตี้อย่าง แฟร้งค์ สวิฟท์ เอเยนต์การเดินทาง เบล่า มิคลอส กับลูกเรือ ทอม เคเบิล ก็เสียชีวิตด้วยเช่นกัน รวมถึง วิลลี่ ซาตินอฟฟ์ เพื่อนของ แมตต์ บัสบี้

ผู้จัดการทีม กับนักเตะอีก 2 คน ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส (21) และ จอห์นนี่ เบอร์รี่ (31) มีอาการ 50-50 เป็นตายเท่ากันหลังรอดชีวิตมาได้ ผู้ช่วยนักบิน เคน เรย์เมนท์ เสียชีวิต หลังจากทีมแพทย์ไม่สามารถยื้อชีวิตเขาไว้ได้ เช่นเดียวกับเอ็ดเวิร์ดสที่จากโลกนี้ไป 2 สัปดาห์หลังเกิดเหตุการณ์ บัสบี้ซึ่งต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดเกือบที่จะถอดใจไปแล้วด้วย เขาพูดถึงช่วงเวลานั้นในภายหลังว่า “ชีวิตของผมกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย ผมอยากจะตายไปเลยด้วยซ้ำ”

เกียรติยศ และขุนพลพลังหนุ่มของเขาได้สูญสิ้นไปในวันนั้นที่มิวนิค แต่บัสบี้ก็ยังต้องดำเนินชีวิตต่อไป เช่นเดียวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด