24 ทีม ยูโร พร้อมจัดอันดับเต็งหนึ่งถึงเต็งบ๊วย

24 ทีม ยูโร พร้อมจัดอันดับเต็งหนึ่งถึงเต็งบ๊วย

           ในที่สุดยูโร 2020 ก็มาถึง หลายอย่างเปลี่ยนไปในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา แต่ในตอนนั้น 24 ประเทศจะมาบรรจบกันทั้งทวีปเพื่อชิงเจ้ายุโรป นี่เป็นครั้งแรกที่การแข่งขันไม่ได้จัดในประเทศใดประเทศหนึ่งหรือสองประเทศ แต่ถนนทุกสายมุ่งสู่เวมบลีย์สำหรับรอบชิงชนะเลิศในวันที่ 11 กรกฎาคม คำถามคือใครจะไปถึงที่นั่น?

             ทีมขวัญใจแฟนบอลอย่างอังกฤษของแกเร็ธ เซาธ์เกต หรือแชมป์โลกฝรั่งเศส, เบลเยี่ยมในยุคทอง หรือทีมอิตาลีโฉมใหม่ก็น่าสน? สเปนกับเยอรมันก็ดูไม่เลว? หรือจะเป็นม้ามืดที่พร้อมจะเดินตามรอยในสิ่งที่กรีซเคยทำเอาไว้ในปี 2004? เราจะพาไปทำความรู้จัก 24 ทีมที่มีส่วนร่วมในการแข่งขันครั้งนี้เพื่อจัดอันดับก่อนทัวร์นาเมนท์จะเริ่มต้นขึ้น ใครจะส่องแสง, ใครจะสะดุด และใครจะชูถ้วยแชมป์ในที่สุด?

             **หมายเหตุ: การจัดอันดับพิจารณาจากการจับสลากแบ่งกลุ่ม, ความแข็งแกร่งของทีม และฟอร์มในปัจจุบัน

กลุ่ม A: อิตาลี, สวิตเซอร์แลนด์, เวลส์, ตุรกี
กลุ่ม B: เบลเยี่ยม, รัสเซีย, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์
กลุ่ม C: ฮอลแลนด์, ยูเครน, ออสเตรีย, นอร์ทมาซิโดเนีย
กลุ่ม D: อังกฤษ, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, สก็อตแลนด์
กลุ่ม E: สเปน, โปแลนด์, สวีเดน, สโลวาเกีย
กลุ่ม F: ฝรั่งเศส, โปรตุเกส, เยอรมนี, ฮังการี

24. ฮังการี

             ฮังการีกำลังอยู่ในยุคการสร้างทีมอย่างแท้จริงและไม่ใช่ทีมที่แย่ พวกเขาเอาชนะไอซ์แลนด์ในรอบเพลย์ออฟเพื่อมาถึงรอบ 24 ทีมสุดท้ายนี้ แต่เหมือนโดนโชคชะตากลั่นแกล้ง พวกเขาจึงถูกส่งไปอยู่กลุ่มเดียวกับฝรั่งเศส เยอรมนี และโปรตุเกส ซ้ำร้ายกว่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ โดมินิก โซบอสซ์ไล แข้งดาวรุ่งที่เป็นตัวสร้างสรรค์ของทีมก็ไม่สามารมาร่วมได้อันเนื่องมาจากอาการบาดเจ็บ เสียใจด้วยนะเพื่อน!

23. นอร์ทมาซิโดเนีย

             ถือเป็นการเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติครั้งแรกของพวกเขา นอร์ทมาซิโดเนียเป็นทีมอันดับต่ำสุดของฟีฟ่าจาก 24 ทีมที่แข่งขันกัน (62) นำโดย โกรัน ปานเดฟ (เจนัว) และ เอลิฟ เอลมาส (นาโปลี) สองทีมจากกัลโช่เซเรียอา ซึ่งมีอายุห่างกัน ถึง 16 ปี แฟนๆ ของลีดส์ยูไนเต็ดดูเหมือนจะกระตือรือร้นที่จะได้เห็น เอซกาน อลิโอสกี้ เล่นในตำแหน่งวิงแบ็คทางซ้าย ปานเดฟ เคยคว้าทริปเปิ้ลแชมป์กับอินเตอร์ มิลาน เมื่อปี 2010 และเป็นคนทำประตูเดียวของเกมที่ช่วยให้ทีมชาติของเขาเอาชนะจอร์เจียในการแข่งขันนัดเพลย์ออฟ ประเทศนี้เคยเป็นที่รู้จักในฐานะอดีตสาธารณรัฐยูโกสลาเวียแห่งมาซิโดเนียจนถึงปี 2019 แต่จากการอยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมทีมที่แกร่งกว่า โอกาสของพวกเขาจึงมีไม่มากนัก

22. ฟินแลนด์

             หลังจากจบอันดับสองของกลุ่มในรอบคัดเลือก ลูกทีมของ มาร์กกุ คาแนร์ว่า ก็จบอันดับเหนือกว่ากรีซและบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา เพื่อส่งฟินแลนด์เข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งแรก นำทีมมาโดย ตีมู ปุกกี้ กองหน้าตัวเก่งของนอริช ซิตี้ ที่มีตัวสนับสนุนไม่มากนัก พวกเขาหวังว่าลูกัส ฮราเด็ตสกี นายทวารของไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น จะสามารถช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากอันตรายได้ ขณะที่เกล็น คามาร่า มิดฟิลด์ของเรนเจอร์สจะเป็นส่วนหนึ่งในแดนกลาง คาแนร์ว่า เคยเป็นครูในโรงเรียนประถมก่อนที่เขาจะเปลี่ยนไปเป็นโค้ชมืออาชีพ แต่น่าเสียดายที่เบลเยี่ยม, รัสเซีย และเดนมาร์ก ทุกคนสามารถสอนบทเรียนให้พวกเขาได้ในช่วงรอบแบ่งกลุ่ม

21. เวลส์

             ในฐานะม้ามืดในยูโร 2016 หากไม่นับโปรตุเกสที่จบที่สามในกลุ่มของพวกเขาและกลายเป็นแชมป์ เวลส์ก็หวังว่าจะสามารถปลุกจิตวิญญาณแบบที่ทำได้ที่ฝรั่งเศสในการแข่งขันเมื่อครั้งที่แล้วเพื่อผ่านเข้ารอบต่อไป หลังจากดูดีภายใต้การคุมทีมของไรอัน กิ๊กส์ การโดนคดีทางกฎหมายของเขาทำให้ร็อบ เพจ ได้รับงานนี้ โดยเจ้าตัวเคยมีประสบการณ์การคุมทีมกับพอร์ทเวล, นอร์ธแฮมป์ตัน ทาวน์ และทีมชาติเวลส์ชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี จากการที่ขาดความแข็งแกร่งในแนวรับเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ทัพมังกรแดงก็ดูเหมือนจะต้องพึ่งพาดาวดังอย่างแกเร็ธ เบล และอารอน แรมซีย์  มากกว่าเดิม

20. สโลวาเกีย

             โค่นมาทั้งไอร์แลนด์เหนือและและสาธารณรัฐไอร์แลนด์ในรอบเพลย์ออฟ ทำให้สโลวาเกียเข้าสู่กลุ่ม E ที่ในขณะนี้อยู่ในความสับสนอลหม่านเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ในทีมสเปน กัปตันทีม, ผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาล และผู้เล่นที่ติดทีมชาติมากที่สุดอย่างมาเร็ค ฮัมซิก ยังคงเป็นผู้นำทีม ขณะที่มิลาน สคริเนียร์ กองหลังอินเตอร์ และบรรดาผู้รักษาประตูที่ไว้วางใจได้รวมถึง มาร์ติน ดูบราฟก้า ของนิวคาสเซิล ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมของสเตฟาน ตาร์โควิช เนื่องจากไม่ค่อยมีแนวรุกที่เก่งกาจมากนัก (กองหน้าตัวหลัก มิชาล ดูริส ทำไปแค่ 7 ประตูจาก 54 นัดกับทีมชาติ) เป้าหมายของพวกเขาคือทำให้ได้เหมือนการแข่งขันที่ฝรั่งเศสที่ไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายนั่นเอง

19. รัสเซีย

             ในฐานะเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2018 รัสเซียใช้ความได้เปรียบจากการเล่นในบ้านเพื่อเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศและยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กัปตันทีมและหน้าเป้าอย่างอาร์ติออม ดซูย์บา นั้นยากต่อการรับมือเนื่องจากรูปร่างอันสูงใหญ่ของเขาและดึงดูดความสนใจของฝ่ายตรงข้ามได้มาก ในขณะที่ อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน ของโมนาโก และ อเล็กเซย์ มิรานชุค ของอตาลันต้า คือตัวทำประตูและความคิดสร้างสรรค์จากแดนกลาง สตานิสลาฟ เชียร์เชซอฟ ผู้จัดการทีมมั่นใจว่าทีมที่มีความยืดหยุ่นทางแท็คติกของเขาอย่างน้อยก็จะสามารถจบอันดับ 3 ได้อย่างแข็งแกร่งพอที่จะผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ได้

18. สก็อตแลนด์

             พูดตรงๆ อย่างที่เขาทำบ่อยๆ สตีฟ คลาร์ก ได้ทำงานอย่างมหัศจรรย์กับสก็อตแลนด์ ไม่ว่าจะเป็นการปรับใช้งานสก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ค หรือให้คีแรน เทียร์นีย์ และ แอนดี้ โรเบิร์ตสันเป็น 11 ตัวจริง อดีตกุนซือคิลมาร์น็อคจะนำประเทศของเขาเข้าสู่การแข่งขันรายการใหญ่ครั้งแรกในรอบ 23 ปี การมีเช อดัมส์ กองหน้าเซาธ์แฮมป์ตันกลายเป็นตัวเสริมที่ดีในแนวรุกของพวกเขาในขณะที่ จอห์น แม็คกินน์ มิดฟิลด์แอสตัน วิลล่า นั้นโดดเด่นในตำแหน่งกองกลาง ตำแหน่งอันดับ 3 ที่ดีที่สุดจึงเป็นสิ่งที่พวกเขาหมายตา ดังนั้นเกมเปิดสนามของพวกเขากับสาธารณรัฐเช็กจึงมีความสำคัญ

17. ยูเครน

             นำโดยอดีตนักฟุตบอลทีมชาติและนักการเมือง อังเดร เชฟเชนโก้ ทีมยูเครนเป็นแชมป์ของกลุ่มที่มีโปรตุเกสและเซอร์เบียจนผ่านมาเล่นยูโรสามสมัยติดต่อกัน ในปี 2016 พวกเขาแพ้ทั้งสามนัดในรอบแบ่งกลุ่ม ทำประตูไม่ได้แม้แต่ลูกเดียว แต่ตั้งแต่นั้นมา โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) และรุสลัน มาลินอฟสกี้ (อตาลันต้า) ได้เข้ามาเพิ่มความคิดสร้างสรรค์มากมายให้กับทีมที่มีแข้งหน้าใหม่ทีมนี้ รูปแบบที่คาดเดาไม่ได้ กลุ่มที่เอื้ออำนวยของพวกเขาหมายความว่าการผ่านไปเล่นรอบน็อคเอ้าท์นั้นมีความเป็นไปได้สูง อย่างน้อยชุดแข่งของพวกเขาทำให้เกิดการโต้เถียงในรัสเซีย ด้วยการออกแบบที่ถือว่า “ไม่เหมาะสมโดยสิ้นเชิง” และทำให้รัสเซียไม่พอใจเป็นอย่างมากกับชุดแข่งที่นำเอาดินแดนพิพาทมาอยู่ในแผนที่ด้วย

16. ออสเตรีย

             เพิ่งลงอุ่นเครื่องไปในเกมกระชับมิตรกับอังกฤษเมื่อไม่นานนี้ ทีมของฟรังโก้ โฟดา ได้ชื่อว่าเป็นทีมที่ค่อนข้างธรรมดาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้เล่นคนใหม่ของเรอัล มาดริด อย่าง ดาวิด อลาบา นั้นมีความโดดเด่นในทีม ขณะที่มาร์โก อาร์เนาโตวิช อดีตกองหน้าเวสต์แฮมและสโต๊ค ยังคงอยู่ในทีมชาติแม้เขาจะย้ายไปเล่นในจีนแล้ว ทีมส่วนใหญ่เล่นอยู่ในบุนเดสลีกา มาร์เซล ซาบิตเซอร์ นั้นยอดเยี่ยมที่สุดในทีมและมีความสามารถพิเศษในการยิงไกล แต่ก็ให้จับตาดู ซาซ่า คาลัดจ์ซิช กองหน้าวัย 23 ปี ที่ทำไป 17 ประตูให้สตุ๊ตการ์ทในฤดูกาลที่แล้ว

15. สวีเดน

             การขาดหายไปของซลาตัน อิบราฮิโมวิช จากอาการบาดเจ็บอาจดูเหมือนเป็นหายนะ แต่จากผลงานที่ทีมของยานเน่ อันเดอร์สสัน แสดงให้เห็นในฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดจนมาแพ้ให้กับอังกฤษในรอบก่อนรองชนะเลิศ ทำให้เห็นว่าความเหนียวแน่นอยู่เหนือพลังของดาวดัง อเล็กซานเดอร์ อิซัค วัย 21 ปี ปัจจุบันเป็นผู้นำทีม โดยทำประตูเฉลี่ย 1 ลูกทุกๆ สองเกมในลา ลีก้าในฤดูกาลนี้ อีกทั้งยังมีแรงสนับสนุนจากเอมิล ฟอร์สเบิร์ก จากแอร์เบ ไลป์ซิก และเดยัน คูลูเซฟสกี้ ดาวรุ่งของยูเวนตุส เซบาสเตียน ลาร์สสัน วัย 36 ปี ก็อยู่ในทีมเพื่อช่วยในด้านประสบการณ์ แต่หลังจากฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จในการกลับมาเล่นในเซเรีย อากับเอซี มิลาน อิบราฮิโมวิชก็ยังคงได้รับการต้อนรับหากกลับมาอีกครั้ง

14. สาธารณรัฐเช็ก

             แม้ว่ามันจะไม่ใช่แท็คติกที่แย่ แต่คงไม่ดีแน่หากเช็กจะหวังพึ่งพิงแต่โทมัส ซูเช็ค แข้งตัวเก่งของเวสต์แฮม ด้วยไหวพริบและความคิดสร้างสรรค์ ทีมของ ยาโรสลาฟ ชิลฮาวี่ จึงเป็นฝันร้ายสำหรับทีมที่ต้องเผชิญด้วย พวกเขามีความอันตรายจากลูกตั้งเตะ กองหน้านำมาโดยปาทริค ชิค ที่เก่งรอบด้านเป็นผู้นำ ขณะที่อเล็กซ์ คราล มิดฟิลด์ตัวกลางเป็นผู้เล่นที่เก่งรอบด้านเช่นกัน สมบัติล้ำค่าของ สปาร์ตัก มอสโก รายนี้ถูกเชื่อมโยงกับหลายทีมในพรีเมียร์ ลีกในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยอาจย้ายไปอยู่ทีมเดียวกับซูเช็ค และ วลาดีมีร์ โซวฟาล ที่ลอนดอน สเตเดี้ยม หลังจบยูโร การส่งบอลตุงตาข่ายบางครั้งก็เป็นปัญหา แต่ชัยชนะ 2-1 ในบ้านของพวกเขาเหนืออังกฤษในปี 2019 จะทำให้พวกเขามีความมั่นใจในการเจอกันอีกครั้งในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม

13. สวิตเซอร์แลนด์

             วลาดิเมียร์ เพ็ตโควิช กุนซือของทีมขึ้นชื่อเรื่องความสม่ำเสมอและเป็นระบบ ได้นำสวิสขึ้นสู่อันดับที่ 13 ของโลกได้อย่างน่ายกย่อง หลังจากผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ 2 รายการสุดท้ายและเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเนชั่นส์ ลีก ทีมของสวิตเซอร์แลนด์อาจจะยังไม่พร้อมสุดๆ ในครั้งนี้ เมื่อดาวเตะส่วนใหญ่ของพวกเขาใช้เวลาทั้งฤดูกาลบนม้านั่งสำรอง เช่น เซอร์ดาน ชากิรี่ ของลิเวอร์พูล แนวรับของพวกเขาอาจต้องพึ่งความฟิตของฟาเบียน ชาร์ กองหลังของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด แต่เดนิส ซากาเรีย ของโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค และกรานิต ชาก้า คู่หูในแดนกลางของอาร์เซนอลอาจช่วยทีมได้ ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามพวกเขา นี่อาจเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของเพ็ตโควิชกับทีมสวิตเซอร์แลนด์

12. โปแลนด์

             โปแลนด์เป็นทีมวันแมนโชว์ที่ชัดเจนที่สุดในทัวร์นาเมนต์ พวกเขาพึ่งพาความสามารถของกัปตันทีมอย่างโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่ทำสองประตูสำคัญในทัวร์นาเมนต์ของเขา หลังจากแพ้โปรตุเกสในการดวลจุดโทษในรอบก่อนรองชนะเลิศในฝรั่งเศส สิ่งต่างๆ ก็ตกต่ำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การตกรอบแบ่งกลุ่มในรัสเซียตามมาด้วยการแต่งตั้ง เจอร์ซี่ บแชนต์แชก ซึ่งฟุตบอลที่ไร้จินตนาการทำให้เขาถูกไล่ออกในเดือนมกราคมแม้จะเป็นผู้นำชาวโปแลนด์ไปสู่รอบชิงชนะเลิศ จากนั้น เปาโล ซูซ่า ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกสก็เข้ารับตำแหน่ง เขาใช้ระบบแบ็คทรีและการเล่นฟุตบอลที่ต้องใช้พลังงานสูง แต่ชัยชนะเพียงนัดเดียวจาก 5 เกมในฐานะกุนซือนั้นน่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อคริสซ์ตอฟ ปีออนแต็ก และ อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค ไม่อยู่ในทีมจากอาการบาดเจ็บ ‘เลวี่’ จึงต้องแบกความหวังของคนทั้งประเทศไว้บนบ่าของเขาคนเดียว

11. ตุรกี

             เซนอล กูเนส กลับมาคุมทีมตุรกีอีกครั้ง หลังพาพวกเขาขึ้นอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 2002 สวนนักเตะก็นำมาโดยบูรัค ยิลมาซ ที่นำลีลล์เถลิงตำแหน่งแชมป์ลีก เอิง ได้แบบสุดช็อคเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา แต่ผู้เล่นที่เป็นแรงหนุนของเขาก็ไม่เบาเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ฮาคาน คัลฮาโนกลู แนวรุกตัวสร้างสรรค์เกมที่มีความอันตรายด้วยความสามารถทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยมของเขาในขณะที่ ยูซุฟ ยาซิญี่ เพื่อนร่วมทีมของ ยิลมาซ นั้นก็มีความสามารถของตัวเองที่น่าประทับใจเช่นกัน ชาลาร์ โซยุนซู ของเลสเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของแบ็คไลน์ที่เสียเพียงสามประตูในรอบคัดเลือก และถึงแม้จะเป็นทีมที่มีอันดับต่ำที่สุดในกลุ่ม แต่จะประมาททีมของกูเนสไม่ได้เลยทีเดียว

10. เดนมาร์ก

             ม้ามืดที่ติดท็อป 10 เดนมาร์กกระตือรือร้นที่จะแสดงให้เห็นว่าทำไมพวกเขาถึงมีอะไรดีมากกว่าการพึ่งพาเวทมนตร์ของคริสเตียน อีริคเซ่น ผู้รักษาประตูแคสเปอร์ ชไมเคิล อาจได้มีส่วนเกี่ยวข้องในความสำเร็จแบบเดียวกับพ่อของเขาที่เคยคว้าแชมป์รายการนี้เมื่อปี 1992 เซ็นเตอร์แบ็ค ไซม่อน เคียร์และอันเดรส คริสเตนเซน ต่างก็เข้ามาในทัวร์นาเมนต์นี้ด้วยฟอร์มของสโมสรที่ดี ปิแอร์-เอมิล ฮอยจ์เบิร์ก และ โธมัส เดลานีย์ เสริมความแกร่งในตำแหน่งกองกลาง แต่ความคิดสร้างสรรค์ของอีริคเซ่นอาจสูญเปล่า หาก มาร์ติน เบรธเวต และ ยุสซุฟ โพลเซ่น สานต่อไม่ได้ อย่างไรก็ตาม โจนาส วินด์ วัย 22 สามารถสร้างชื่อให้กับเขาได้หากมีโอกาสทำประตูเหมือนที่เขาทำ 15 ครั้งจาก 28 เกมให้โคเปนเฮเกนในฤดูกาล 2020-21

9. เนเธอร์แลนด์

             เราได้เห็นแล้วว่าการสูญเสียเวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค สามารถส่งผลกระทบต่อทีมระดับแถวหน้าได้มากเพียงใด และหลังจากพลาดทุกทัวร์นาเมนต์สำคัญๆ นับตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี 2014 ฟอร์มการเล่นของเนเธอร์แลนด์ก็ยังไม่อาจไว้วางใจได้ หลังจากที่โรนัลด์ คูมัน เข้าไปนั่งเก้าอี้ร้อนที่บาร์เซโลน่าเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว ชัยชนะ 6 นัดของ แฟรงค์ เดอ บัวร์ จาก 13 นัด ไม่ได้ทำให้แฟนบอลชาวดัตช์มั่นใจนัก แม้กระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ พวกเขาสูญเสียผู้รักษาประตูตัวเลือกแรก ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น และดอนนี่ ฟาน เดอ เบค ตัวสำรองของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปจากการบาดเจ็บ ขณะที่มัตไตส์จ เดอ ลิกต์ ก็กำลังรักษาอาการเจ็บขาหนีบ แฟรงกี้ เดอ ยอง และ เมมฟิส เดปาย อาจได้เป็นเพื่อนร่วมทีมภายใต้การคุมทีมของคูมันที่บาร์ซ่าในไม่ช้า แต่อย่างน้อยความได้เปรียบจากการเล่นในบ้านของพวกเขาก็น่าจะทำให้เขาพวกเขาผ่านเข้ารอบไปได้

8. โครเอเชีย

             หลังจากไปถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกในปี 2018 ซลัตโก ดาลิตช์ ได้ดูแลการเปลี่ยนแปลงจากยุคทองรุ่นที่สองของพวกเขา ลูก้า โมดริช ยังคงเป็นนักเตะที่ล้ำค่าที่สุดในทีม แต่มิดฟิลด์เพื่อนร่วมทีมอย่าง มาร์เซโล่ โบรโซวิช และมาเตโอ โควาซิช ก็สามารถนำเสนอคุณภาพระดับสูง อันเดรย์ กรามาริช เป็นหนึ่งในกองหน้าที่ถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงที่สุดของยุโรป ในขณะที่อันเต้ เรบิช ก็เป็นอีกหนึ่งกองหน้าที่มักถูกมองข้ามในทวีปนี้ กองเชียร์ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ อาจจดจำปีกอย่าง มิสลาฟ ออร์ชิช หลังจากที่เขาทำแฮตทริก ในเกมยูโรป้า ลีก ทำสเปอร์สตกรอบสุดช็อคมาเมื่อเดือนมีนาคม และอีวาน เปริซิช ยังคงไว้วางใจได้ตรงตำแหน่งริมเส้น คาดว่าพวกเขาจะผ่านเข้ารอบไปพร้อมกับอังกฤษในกลุ่ม D

7. สเปน

             กระทิงดุโฉมใหม่ภายใต้การคุมทีมของหลุยส์ เอ็นริเก้ แชมป์ปี 2008 และ 2012 กำลังมองหาการครองความยิ่งใหญ่ในระดับนานาชาติของพวกเขาในครั้งต่อไป แคมป์ของพวกเขาไม่มีความขัดแย้งแต่กลับประสบปัญหาการระบาดของโควิด-19 เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งทำให้สหพันธ์ต้องเรียกผู้เล่นมาสแตนด์บายไว้ 17 คน ผู้เล่นคนหนึ่งที่ไม่ได้มีผลทดสอบโควิดเป็นบวกคือเซร์คิโอ รามอส แต่เอ็นริเก้ก็ไม่ได้เรียกติดทีมหลังจากฤดูกาลที่ได้รับบาดเจ็บของเขา เจ้าหนู เปดรี้ จากบาร์เซโลน่า ดูเหมือนจะเป็นว่าที่บิ๊กเนมคนต่อไปที่จะก้าวขึ้นมาจากลา มาเซีย ในขณะที่ การเปลี่ยนสัญชาติของอายเมอริค ลาปอร์ท ก็เป็นการเสริมแบ็คไลน์ที่ดี ดาบิด เด เคอา ไม่น่าจะเป็นอันดับ 1 เช่นกัน เนื่องจาก อูไน ซิมอน คือมือกาวที่ได้ออกสตาร์ทในตอนนี้ ซึ่งเป็นตัวแทนของการเริ่มต้นครั้งใหม่ของอดีตแชมป์โลก

6. อิตาลี

             หายไปจากการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2018 หลังจากล้มเหลวในการผ่านเข้ารอบสุดท้าย โรแบร์โต้ มันชินี่ พยายามนำทีมสู่สภาวะที่ควรจะเป็นจากจุดต่ำสุดของอิตาลี ต้องขอบคุณแข้งพรสวรรค์ที่หลั่งไหลเข้ามาสู่ทีมชั้นนำของเซเรีย อา อดีตผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จึงสามารถรังสรรค์ทีมอัซซูรี่ที่น่าสะพรึงกลัวได้ ตั้งแต่ผู้รักษาประตู จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ไปจนถึงมิดฟิลด์ไดนาโม นิโคโล่ บาเรลล่า อิตาลีอาจไม่มีแข้งดาวเด่น แต่บรรดาผู้เล่นของพวกเขาคือหัวใจสำคัญของทีมในลีกภายในประเทศ ซิโร่ อิมโมบิเล่ จะมีหน้าที่รับผิดชอบในการเปลี่ยนโอกาสที่สร้างมาอย่างประณีต การผสมผสานของประสบการณ์และความเยาว์วัยทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมที่สมบูรณ์แบบที่สุดของการแข่งขัน

5. โปรตุเกส

             โปรตุเกสมุ่งหน้าสู่ยูโรด้วยทีมที่เป็นที่ยอมรับมากกว่าตอนที่พวกเขาชูถ้วยอองรี เด โลเนย์  ในปารีสเมื่อห้าปีก่อน นอกจากคริสเตียโน่ โรนัลโด้ แล้วก็ยังมี แบร์นาโด้ ซิลวา, รูเบน ดิอาส และชูเอา กานเซโล่ 3 คนหลังเป็นผู้เล่นแมนฯ ซิตี้! จากด้านหลังสู่แดนหน้า ผู้เล่นเช่นเปเป้, โชเซ่ ฟอนเต้, บรูโน่ แฟร์นันเดส, ดิโอโก้ โชต้า และแชมป์ลา ลีก้า หมาดๆ อย่างชูเอา เฟลิกซ์ ล้วนช่วยสร้างทีมที่น่าเกรงขาม ในขณะที่ เฟร์นานโด ซานโตส ก็พร้อมที่จะป้องกันแชมป์ การพึ่งพาแต่โรนัลโด้ก็อาจจะเสี่ยงเกินไป ดังนั้น การใช้อังเดร ซิลวา ซึ่งทำประตูในบุนเดสลีก้าได้มากกว่าเออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ในฤดูกาลนี้ (28) อาจถูกเรียกว่าเป็นแผน B ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว

4. เยอรมนี

             หลังจากพยายามเดินบนเส้นทางใหม่หลังจากฟุตบอลโลกปี 2018 ล่มสลาย โยกี้ เลิฟ ได้หันกลับไปใช้บริการของโธมัส มุลเลอร์ และมัทส์ ฮุมเมิลส์ เพื่อเพิ่มมันสมองให้กับทีมที่มีนักเตะเก่งซึ่งเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และความเร็ว สำหรับการเสี่ยงดวงครั้งสุดท้ายของเขาหลังจาก 15 ปีที่ถือหางเสือ เลิฟดูเหมือนจะใช้การเล่นระบบแบ็คทรี โดยที่ลีรอย ซาเน่ และ แซร์จ กนาบรี้ จะอยู่ในแนวรุก และโทนี่ โครส เป็นคนคอยกำหนดจังหวะของเกม และเช่นเคย พวกเขาเป็นหนึ่งในตัวเต็งและน่าจะผ่านเข้ารอบในกลุ่ม F ได้ไม่ยากด้วยทั้งสามเกมแข่งในมิวนิก แต่รสชาติของการโดนสเปนถล่ม 6-0 ในนัดกระชับมติรยังคงยังคงอยู่และนั่นอาจเป็นการเปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้โจมตีพวกเขาได้

3. อังกฤษ

             กลายเป็นตัวเต็งร่วมนั่นเพราะพวกเขามีนักเตะในแนวรุกที่ยอดเยี่ยมอยู่ในทีมมากมายและความจริงที่ว่ามันเหมือนเป็นทัวร์นาเมนต์ในบ้านของพวกเขา อังกฤษอยู่ภายใต้แรงกดดันที่ว่าอย่างน้อยต้องเข้าถึงรอบชิงที่เวมบลีย์ในวันที่ 11 กรกฎาคม ไม่ว่าคุณจะมั่นใจหรือคาใจ จุดแข็งและจุดอ่อนของทัพสิงโตคำรามเป็นสิ่งที่หลายคนเห็นตรงกัน นั่นก็คือ แกเร็ธ เซาธ์เกต จะให้ใครได้ออกสตาร์ท ดูเหมือนว่าแฮร์รี่ แม็คไกวร์จะยังไม่พร้อมก่อนเกมเปิดสนามที่จะพบกับโครเอเชียในวันอาทิตย์ ใครจะเป็นคนรับหน้าที่แทน? เซาธ์เกตควรเล่นด้วยรูปแบบใด? และด้วยแนวรุกที่มีมากมายนั้นเขาจะเลือกใคร? ตอนนี้มีเพียงคำถามเดียวที่สำคัญจริงๆ แชมป์จะกลับบ้านหรือเปล่า?

2. เบลเยี่ยม

             หลังจากแพ้เวลส์อย่างน่าประหลาดใจในยูโร 2016 และจบอันดับสามในฟุตบอลโลกปี 2018 ยุคทองของเบลเยียมกำลังจะมาถึง ทีมของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ มีประสบการณ์และคุณภาพมาโดยตลอด พวกเขามีทั้งโรเมลู ลูกากู และเควิน เดอ บรอยน์ แต่กุญแจที่แท้จริงสำหรับความหวังของพวกเขาน่าจะเป็นเอแด็น อาซาร์ ผู้เล่นที่น่าจะมีความสดหลังจากฤดูกาลอันน่าเจ็บปวดที่เรอัล มาดริด และมีสิ่งที่ต้องพิสูจน์ เขานำ X-Factor มาสู่ทีมและสามารถสร้างความแตกต่างได้ แต่คำถามยังคงดำเนินต่อไปว่าเมื่อสภาวการณ์ต่างๆ มันยากลำบากขึ้นมา พวกเขาจะยังคงความนิ่งและแน่วแน่เอาไว้ได้หรือไม่?

1. ฝรั่งเศส

             เจ้าของแชมป์โลกและเป็นตัวเต็งร่วม ดิดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ นำเสนอทีมที่รู้วิธีเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศรายการสำคัญ ไม่ใช่แค่ในปี 2018 แต่ยังรวมถึงปี 2016 ด้วย และมีกลุ่มผู้มีความสามารถมากมายให้เลือก ทัพเลส์ เบลอส์ เต็มไปด้วยผู้ชนะการแข่งขันทั้งในแนวรับและแนวรุก การกลับมาของคาริม เบนเซม่าหลังห่างหายไป 6 ปีทำให้ทีมมีมิติมากขึ้น ในขณะที่คีเลียน เอ็มบัปเป้ ต้องการเพิ่มชื่อเสียงของเขาด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นกว่าเดิม